ตั้งราคาอาบน้ำตัดขนตามไซซ์และขน ให้ทุกคนในร้านคิดเงินตรงกัน
ปัญหาที่ร้านอาบน้ำตัดขนเจอบ่อยที่สุดเรื่องหนึ่ง คือลูกค้าถามว่า "ทำไมครั้งนี้แพงกว่าครั้งก่อน" ทั้งที่น้องตัวเดิม บริการเดิม สาเหตุส่วนใหญ่ไม่ใช่ราคาผิด แต่เป็นเพราะแต่ละคนในร้านคิดราคาด้วยสายตาไม่เหมือนกัน วิธีแก้คือทำตารางราคาที่ทุกคนใช้ชุดเดียวกัน
1. แบ่งไซซ์ด้วยน้ำหนัก ไม่ใช่ด้วยสายตา
"ตัวเล็ก ตัวกลาง ตัวใหญ่" แต่ละคนเห็นไม่เหมือนกัน แต่ตาชั่งให้ตัวเลขเดียวกันเสมอ ตัวอย่างการแบ่งที่ร้านส่วนใหญ่ใช้ได้:
- XS ไม่เกิน 3 kg
- S มากกว่า 3 ถึง 6 kg
- M มากกว่า 6 ถึง 10 kg
- L มากกว่า 10 ถึง 20 kg
- XL มากกว่า 20 kg ขึ้นไป
ตกลงกันให้ชัดว่าน้ำหนักตรงขอบนับเป็นไซซ์ไหน เช่น 6.0 kg พอดีนับเป็นไซซ์ที่ใหญ่กว่า แล้วเขียนติดไว้ให้ทุกคนเห็น แมวควรมีตารางของตัวเอง เพราะเวลาและความยากต่างจากสุนัข
2. แยกขนสั้นกับขนยาว
น้องหนักเท่ากัน แต่ขนยาวใช้เวลาเป่าและสางนานกว่ามาก ตารางราคาที่ใช้ได้จริงจึงเป็น ไซซ์ × ขน เช่น ไซซ์ M ขนสั้น กับไซซ์ M ขนยาว คนละราคา ลูกค้าเข้าใจง่ายเพราะเห็นเหตุผล
3. บริการที่ราคาขึ้นกับสภาพ ให้เป็นช่วงราคา
งานอย่างสางขนพันกัน ตัดสังกะตัง หรือเห็บเยอะ ตั้งราคาตายตัวไม่ได้ ให้ตั้งเป็นช่วง เช่น 100–300 บาท แล้วให้ช่างประเมินตอนรับตัว ถ้าเกินราคาสูงสุดต้องบอกลูกค้าก่อนและบันทึกเหตุผลไว้ ลูกค้าจะไม่รู้สึกว่าถูกเพิ่มราคาทีหลัง
4. ชั่งทุกครั้งที่รับตัว
น้องโตขึ้นหรือผอมลงได้ ราคาที่ถูกต้องคือราคาจากน้ำหนักวันนี้ บอกลูกค้าตั้งแต่ตอนจองว่าราคาที่แจ้งเป็นราคาประเมิน ราคาจริงคิดจากน้ำหนักตอนรับตัว
5. ขึ้นราคาแบบมีวันเริ่ม
ถ้าจะขึ้นราคา ให้ประกาศล่วงหน้าและกำหนดวันเริ่มที่ชัดเจน คิวที่จองไว้ก่อนหรือรับตัวไปแล้วยังคิดราคาเดิม จะช่วยลดเรื่องร้องเรียนได้มาก
ทำให้ง่ายขึ้นด้วยโปรแกรม
ใน Prom ร้านตั้งไซซ์ ช่วงน้ำหนัก และตารางราคา ไซซ์ × ขน ได้เอง พอชั่งน้ำหนักตอนรับตัว ราคาขึ้นให้เอง ทุกคนในร้านคิดเงินตรงกัน และตั้งวันเริ่มใช้ราคาใหม่ล่วงหน้าได้ ดูเพิ่มที่ โปรแกรมร้านอาบน้ำตัดขน